การแสดงชุดฟ้อนผู้ไทย


การแสดงชุดฟ้อนผู้ไทย

การแสดงชุดฟ้อนผู้ไทย  จำนวนนักแสดงมี   12 คน คือ ชาย 6 คน หญิง 6 คน   หรือจำนวนที่ต้องการ เวลาที่ใช้แสดง   10 นาที เครื่องดนตรีที่ใช้มี แคน ใช้เป็นดนตรีนำในการฟ้อน พิณ กลอง หาง ฉิ่ง กลองสองหน้า ฉาบ พังหาด (ม้าล่อ) ซอ ฆ้องเล็ก ไม้กั๊บแก๊บ
                        การแต่งกาย ฝ่ายชายจะนุ่งกางเกงขาก๊วย สวมเสื้อม่อฮ่อมสีน้ำเงิน   คอพระราชทาน ขลิบแดง กระดุมทองหรือเงิน มีผ้าขาวม้าคาดเอว สวมสายร้อยเงิน   กำไลข้อมือ ข้อเท้าทำด้วยเงิน ประแป้ง แร่งหน้าขาว ดอกไม้แดงทัดหูอย่างสวยงาม ฝ่ายหญิงนั้นนุ่งผ้าถุงและสวมเสื้อแขนกระบอกสีน้ำเงินขลิบแดง ประกอบด้วยกระดุมทองหรือเงิน สวมสร้อยคอ กำไลข้อมือข้อเท้าทำด้วยทองหรือเงินตามควรแกฐานะของตน   มีดอกไม้ขาวประดับ ผู้หญิงสาวที่จะฟ้อนผู้ไทย   เรณูนครต้อนรับแขกไก้จะต้องเป็นสาวโสด   แต่งงานแล้วจะไม่มีสิทธิ์ฟ้อนผู้ไทยเรณูนครเวลาฟ้อนทั้งชายและหญิงจะต้องไม่สวมถุงเท้าหรือรองเท้า และที่สำคัญคือ ในขณะฟ้อนผู้ไทยนั้นฝ่ายชายจะถูกเนื้อต้องตัวผู้ฟ้อนหญิงไม่ได้เด็ดขาด (มิฉะนั้นจะผิดผีเพราะชาวผู้ไทยนับถือผีบ้านผีเมือง อาจจะถูกปรับไหมตามจารีตประเพณีได้)
                        ประวัติการแสดง   ชาวผู้ไทยเดิมมีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองน้ำน้อยอ้อยหนู   ปากแม่น้ำทางฝั่งซ้าย ขึ้นกับเมืองไร่-เมืองปง ต่อมาเมืองน้ำน้อยอ้อยหนูเกิดโรคห่า เกิดอัตคัดขัดสนท้าวก่าซึ่งเป็นหัวหน้าชาวผู้ไทยจึงรวบรวมพรรคพวกชายหญิงเหมือนคนอพยพเคลื่อนย้ายไปเรื่อย ๆจนได้มาตั้งหลักฐานอยู่ที่เมืองเว ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น เรณู  การฟ้อนผู้ไทยเรณูนครหรือที่ชาวผู้ไทยแบ่งออกเป็น   2 พวกใหญ่ คือ ผู้ไทยดำและผู้ไทยขาว ชาวเรณูนครเป็นผู้ไทยดำและผู้ไทยขาวมีสีผิวเป็นสีขาวเหมือนกัน   แต่ชาวผู้ไทยดำนิยมแต่งกายด้วยเอผ้าสีดำหรือสีน้ำเงินสีขาวเป็นสีที่มสิริมงคล สีแดงเป็นสีที่แสดงถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ชาวผู้ไทยมีนิสัยเปิดเผยและโอบอ้อมอารีมีความสามัคคีพร้อมเพียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน   มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามเป็นที่ประทับใจของผู้ที่ได้พลเห็น การฟ้อนผู้ไทยเรณูนคร เป็นประเพณีดั้งเดิมของขาวผู้ไทยเดิมนั้นคงไม่เป็นรูปแบบอย่างปัจจุบันนี้   เพราะนั้นความสนุกนานภายในกลุ่มที่ร่วมฟ้อนด้วยกัน ส่วนใหญ่เป็นการฟ้อนของพวกหนุ่มสาวในงานบุญมหาชาติ งานนมัสการพระธาตุเรณูวิทยาคาร   ซึ่งต่อมาได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอเรณูนคร มีความคิดปรับปรุงการฟ้อนผู้ไทยให้เป็นแบบแผนเพื่อง่ายแด่การฝึกหัดและเป็นเอกลักษณ์ในการฟ้อนผู้ไทย จึงได้เชิญผู้มีอาวุธโสประจำหมู่บ้านที่ฟ้อนผู้ไทยเก่ง มาร่วมคิดประดิษฐ์ท่ารำต่าง ๆ เข่นคุณพ่อควันทองผ้า แก้วมณีชัย ฯลฯ ผู้เฒ่าประจำหมู่บ้านเล่าว่า   ท่ารำผู้ไทยเรณูนครนั้นดัดแปลงมาจากการเดินบิน เต้น ของสัตว์ เพราะชาวผู้ไทยมีอาชีพทำนาขณะไถนาจะมีกา หรือนก หลายประเภทลงมาหากินตามทุ่งนา และมีการหยอกล้อเล่นกันสนุกสนานยิ่งนัก ฟ้อนผู้ไทยเรณูนครเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะ สมัยโบาณหนุ่มสาวจะฟ้อนเพื่อความสนุกสนานในงานเทศกาล   ท่ารำมีการดัดแปลงมาจากธรรมชาติ   การเดิน การบิน การเต้นของสัตว์ต่าง ๆ และธรรมชาติของต้นไม่ การแสดงชุดนี้เป็นการแสดงที่ได้แสดงเอกลักษณ์ด้านการแต่งกาย   การละเล่นของชาวผู้ไทยนิยมแสดงในงานมงคล เทศกาลต่าง ๆ เช่น ปีใหม่   วันสำคัญทางศาสนาหรือตรุษสงกรานต์   การฟ้อนผู้ไทยเรณูนครปัจจุบันเป็นศิลปวัฒนธรรมที่ขึ้นชื่อของอำเภอเรณูนครและของจังหวัดนครพนม ที่ได้รับหารอนุรักษ์และนำออกเผยแพร่ทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นที่ประทับใจของผู้ได้ชมเป็นอันมาก ดังนั้นการฟ้อนผู้ไทยเรณูนครจึงได้รับเกียรติในการออกแสดงเผยแพร่วัฒนธรรมอยู่เป็นประจำทั้งในงานเทศกาลต่าง ๆ และต้อนรับแขกผู้ใหญ่ที่มาจากต่างบ้านต่างเมืองปัจจุบันกระทรวงศักษาธิการได้บรรจุวิชาการฟ้อนผู้ไทยเป็นทุกคน ลีลาและท่าทางที่ใช้ในการฟ้อนรำผู้ไทยเรณูนคร ประกอบด้วยท่าทางในกานฟ้อนรำดังนี้
                        ท่าเตรียม  หรืออีกอย่างหนึ่งเรียกว่า   ท่ารำโยกเป็นการเตรียมพร้อมก่อนที่จะออกไปร่ายรำท่านี้ใช้ในขณะที่มีการรำ (ใช้เสียงโห่ของคนที่เล่นดนตรี)
                        ท่านกะบาบิน  หรืออีกอย่างหนึ่งเรียกว่า   ท่านกกะบาบินเลียบหาด หมายความว่า   ในตอนเย็น ๆ จะมีนกกะบาบินมาเป็นกลุ่มเรียงเป็นแถว ๆ บินไปเรื่อย ๆ ดูแล้วอ่อนช้อยสวยงามในขณะเดียวกันที่หนุ่มสาวชาวผู้ไทยเสร็จจากการทำไร่ไถนาเดินกลับบ้าน ด้วยอารมณ์แจ่มใสมีความสนุกสนานร่าเริง จึงได้เลียนแบบท่ารำของนกกะบามาเป็นท่าในกานฟ้อนรำ
                        ท่ารำเพลิน   หมายความว่า   ในขณะที่หนุ่มสาวชาวผู้ไทยเสร็จจากการงานแล้วจะเดินกลับบ้านด้วยลีลาและท่าทางการเดินแบบนวยนาด แสดงออกถึงอารมณ์ที่เพลิดเพลินยิ่งนัก   จึงได้เลียนแบบมาเป็นท่าฟ้อนรำ
                        ท่ากาเต้นก้อนขี้ไถ   หมายความว่า   ในฤดูทำนาชาวนาจะไถนาฮุด (ไถดะ) ก้อนขี้ไถจะโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำเป็นก้อน   จะมีลูกอ๊อดและไส้เดือนตลอดจนแมลงต่าง ๆ มากมาย นกกาก็จะพากันบินลงมาจิกกินตามก้อนขี้ไถ   จากก้อนหนึ่งไปยังอีกก้อนหนึ่งในลักษณะที่เชิดไปเชิดมาดูแล้วอ่อนช้อยสวยสง่างาม   จึงได้เลียนแบบมาเป็นท่าฟ้อนรำ
                        ท่ากาเต้นก้อนข้าวเย็น  หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า แห้งตากขา   หมายความว่า   ในสมัยก่อนคนแก่คนเฒ่าชาวผู้ไทยที่นับถือศาสนาพุทธทุกคนจะต้องตักบาตรในตอนเช้าหลังจากตักบาตรเสร็จแล้วก็จะมีการปั้นก้อนข้าวเหนียวติดไว้ตามต้นไม้   เพื่อหวังว่าจะเป็นการให้ทานแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ตายไปแล้ว เชื่อว่าผู้ที่ตายไปนั้นเป็นเปรตหรืออสูรกายขาวผู้ไทยคนหนึ่งอยู่ข้างบนดูแล้วแปลกดีจึงได้เลียนแบบเอามาเป็นท่าฟ้อนรำเรียกว่า กาเต้นก้อนข้าวเย็น โดยเฉพาะการฟ้อนรำของฝ่ายชายจะดูเด่นเป็นสง่ายิ่งนัก
                        ท่าส่ายเตี้ยลง   หมายความว่า   การใช้ท่าฟ้อนรำเป็นสื่อความหมายในการเกี้ยวพาราสีของฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ฝ่ายหญิงจะทดสอบฝ่ายชาย   ว่ามีความเข้มแข็งอดทนเพียงพอหรือไม่ก่อนที่จะตัดสินใจร่วมเป็นคู่สามีภรรยากัน   ท่านี้นับว่าเป็นจุดสุดยอดของการฟ้อนรำผู้ไทยก็ว่าได้
                        ท่าบูชายันต์  หมายความว่า   หนุ่มสาวเมื่อออกมาร่ายรำในลีลาการฟ้อนรำแบบผู้ไทยนั้นจะมีการใช้ท่าฟ้อนรำเกี้ยวพาราสีกัน   ซึ่งเป็นการหยอกล้อกัน   เช่นทำท่าประแป้งสาวน้อยแต่ไม่ให้ถูกเนื้อต้องตัวกัน เพราะถ้าหากถูกเนื้อต้องตัวแล้วเชื่อว่าจะผิดผี ผู้ชายจะถูกปรับไหมรำท่านี้เป็นการแสดงออกซึ่งความสนถกสนานของท่ารำ
                        ท่าถวายพญาแถน  หมายความว่า   ตามประวัติความเป็นมาของการรำผู้ไทยนี้เป็นกานฟ้อนรำบูชาเทพเจ้าองค์หนึ่งคือ พญาแถน ถือว่าเป็นผู้บันดาลทำให้เกิดฝน และความอุดมสมบูรณ์มาสู่ชาวผู้ไทยทุกคน   เป็นกานฟ้อนเพื่อถวายเป็นสักการะ   เชื่อว่า หากปีใดการฟ้อนรำสนุกนาน   ทำให้พญาแถนมีความพอใจปีนั้นข้าวปลาจะอุดมสมบูรณ์ หากปีใดพญาแถนไม่พอใจเชื่อว่า   อาจทำให้เกิดฝนแล้งตกไม่ถูกต้องตามฤดูกาล ฉะนั้นหนุ่มสาวที่ออกมาว่ายรำจึงต้องมีการฟ้อนรำเพื่อถวายเป็นเครื่องสักการะ
                        ท่าลมพัดพร้าว   อีกอย่างหนึ่งเรียกว่า   ท่าลมพัดใบมะพราว   หมายความว่า   ในสมัยก่อนนั้น หลังจากฤดูปักดำแล้ว ก่อนที่จะย่างเข้าฤดูเก็บเกี่ยวจะมีลมเริ่มพัดโชยโดยเฉพาะต้นมะพร้าวและต้นข้าวเมื่อโดนลมพัดไปมาช้า ๆ ดูแล้วจะมีความอ่อนโยนสงบร่มเย็นสวยงามยิ่งนัก จึงได้เลียนแบบเอามาเป็นท่าฟ้อนรำและในการฟ้อนว่าเป็นการฟ้อนให้พรแก่ท่านผู้ชมหรือผู้ทีมาเยี่ยมเยือนจงมีแต่ความสุขความเจริญตลอดไป
                        ท่าเสือออกเหล่า   (ท่านี้เป็นการฟ้อนรำเดี่ยวโชว์ของฝ่ายชาย)   หมายความว่าในแถบเอเชียนี้เสือเป็นจ้าวป่าของบรรดาสัตว์ป่าทั้งหลาย   ย่อมไม่เกรงกลัวสัตว์ใด ๆ ทั้งสิ้น   เวลาออกล่าเหยื่อหรือในขณะที่เสือเดินจะมีลักษณะที่องอาจผึ่งผายน่าชมมาก จึงได้เลียนแบบนำมาเป็ฯการฟ้อนรำอีกอย่างหนึ่ง   หมายความว่าตัวเองมีโอกาสเลือกหาคู่ฟ้อนรำโดยอิสระไม่มีใครคัดค้านได้   ตนจะต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในวงฟ้อนรำ
                        ท่าเสือชมหมอก   (ท่านี้เป็นการฟ้อนรำแบบมวยโบราณเป็นการฟ้อนรำเดี่ยวโชว์ของฝ่ายชาย)   หมายความว่า   เสือซึ่งเป็นจ้าวป่าเวลาจะออกล่าเหยื่อเมื่อไปพบเหยื่อเข้าตามสัญชาตญาณมันจะตะครุบกิน   แล้วแหงนมองดูดวงดาวบนท้องฟ้า   หางของมันจะชี้ทิศทางเป็นสิ่งบอกเหตุว่ามันจะออกเล่าเหยื่อไปในทางทิศใด   ในการฟ้อนรำ   ท่านี้จึงมีความหมายว่า   ฝ่ายชายจะฟ้อนรำเพื่อเลือกค่าจะไปทิศทางไหนดี   และจะเลือกใครเป็นผู้ฟ้อนรำ
                        ท่ารำขวาน   (ท่าฟ้อนรำท่านี้เป็นการฟ้อนรำแบบมวยโบราณเป็นการฟ้อนรำเดี่ยวโชว์ชาย) หมายความว่า   เวลาผู้ชายที่จะออกศึกจะมีอาวุธ เช่น ขวานจะมีการควบขวานและแกว่งขวานไปรอบ ๆ ตัว ดูแล้วมีความสง่าองอาจและมีความกล้าหาญอยู่ในตัว   จึงได้เลียนแบบนำมาเป็นท่าฟ้อนรำ
                        ท่าผาบมาร   (หรืออีกอย่างหนึ่งเรียกว่า   ท่าปราบมาร)   หมายความว่า   ฝ่ายชายจะแสดงออกประกอบด้วยท่ามวยโบราณเป็นการขู่ศัตรูให้มีความเกรงกลัวเพื่อเป็นการตัดไม้ข่มนามจึงได้เลียนแบบนำมาเป็นท่าฟ้อนรำ
                        ท่ามวยโบราณ   หมายความว่า   เป็นท่าฟ้อนรำที่ประกอบด้วยท่ามวยโบราณให้ท่าฟ้อนรำนี้ในการเลือกหาคู่ฟ้อนรำ
                        ท่าจระเข้ฟาดหาง   หมายความว่า   ฝ่ายชายจะต้องฟ้อนรำในท่าคุกเข่าซ้ายเพื่อขอความเห็นใจจากคู่ฟ้อนรำ   เลียนแบบมาจากสัตว์ที่มีความรักหรือไมตรีต่อกันจะเคล้าเคลียซึ่งกันและกัน   เป็นการเชิญชวนให้อีกฝ่ายหนึ่งคล้อยตามด้วย
                        ท่ารำเกี้ยว   หมายความว่า   เป็นการฟ้อนรำเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาวชาวภูไททั่วๆ ไป